มาตรฐาน ISO คืออะไร?

มาตรฐาน ISO คืออะไร และมีกี่ประเภทที่ต้องรู้?

ISO ย่อมาจาก International Organization for Standardization ซึ่งคือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน เป็นองค์กรที่ออกมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยมาตรฐานที่องค์กรนี้ออกมามักใช้ชื่อนำหน้าว่า ISO เช่น ISO 9000 และ ISO 14000 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ว่าด้วยระบบบริหารคุณภาพและระบบบริหารสิ่งแวดล้อม

โดย ISO นั้นมีสมาชิกจากหลากหลายประเทศทั่วโลก และสมาชิกสามารถแบ่งเป็นระดับที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้มาตรฐาน ISO ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรชนิดใด ขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ผลิตสินค้าอะไรหรือให้บริการใด

ประเภทของสมาชิกตามมาตรฐาน ISO

สมาชิกของ ISO นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • Member Body – เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐานของประเทศ แต่ละประเทศจะมีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่สมาชิก ISO เพียงหน่วยงานเดียว
  • Correspondent Member – เป็นหน่วยงานของประเทศซึ่งยังไม่มีการจัดตั้งสถาบันมาตรฐานเป็นการเฉพาะ
  • Subscriber Member – เป็นหน่วยงานในประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจต่ำสมาชิกประเภทนี้จะจ่ายค่าบำรุง สมาชิกในอัตราที่ได้รับการลดหย่อน

องค์ประกอบของมาตรฐาน ISO

โดย ISO ประกอบกด้วยองค์ประกอบหลัก ดังนี้

  1. สมัชชาทั่วไป (General Assembly)
  2. คณะมนตรี (Council)
  3. คณะกรรมการบริหารด้านวิชาการ (Technical Management Board)
  4. คณะกรรมการวิชาการ (Technical committee)
  5. สำนักเลขานุการ (Central Secretariat)

ประโยชน์ของมาตรฐาน ISO

การได้รับมาตรฐาน ISO นั้นสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหาร การดำเนินงาน และยังมีประโยชน์ต่อส่วนต่างๆภายในองค์กรด้วย เช่น

  • องค์กร/บริษัท
    – การจัดองค์กร การบริหารงาน การผลิตตลอดจนการให้บริการมีระบบ และมีประสิทธิภาพ
    – ผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้รับบริการและได้รับการยอมรับ
    – ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร
    – ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • พนักงานภายในองค์กร/บริษัท
    – มีการทำงานเป็นระบบ
    – เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
    – พนักงานมีจิตสำนึกในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น
    – มีวินัยในการทำงาน พัฒนาการทำงานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม มีการประสานงานที่ดี และสามารถพัฒนาตนเองตลอดจนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
  • ผู้ซื้อ/ผู้บริโภค
    – มั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการว่าได้คุณภาพตามที่ต้องการ
    – สะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพซ้ำ
    – ได้รับการคุ้มครองด้านคุณภาพความปลอดภัยและการใช้งาน

มาตรฐาน ISO มีกี่ประเภท?

ในเบื้องต้นมาตรฐาน ISO มีจำนวนมากกว่า 20,000 ประเภท จึงยากที่จะสามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน จึงสามารถจำแนกประเภทคร่าวๆได้ ดังนี้

มาตรฐาน ISO สำหรับระบบการบริหารจัดการทั่วไป

มาตรฐานในหมวดนี้เป็นมาตรฐานการบริหารจัดการทั่วไปที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกองค์กรหรือทุกบริษัท ตัวอย่างเช่น


  • มาตรฐาน ISO 9001 : 2015 คือ มาตรฐานระบบการบริหารจัดการด้านคุณภาพ (Quality Management System : QMS) ซึ่งเป็นระบบสำหรับการบริหารจัดการด้านคุณภาพสำหรับกระบวนการทำงานในองค์กร มุ่งเน้นกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งยังมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานรับรองผลิตภัณฑ์ จึงไม่สามารถติดที่ตัวสินค้าได้อย่างมาตรฐาน อย. หรือ มอก. ได้ แต่ยังคงสามารถใช้ในการประชาสัมพันธ์เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานเรียบร้อย

  • มาตรฐาน ISO 14001 : 2015 คือ มาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System : EMS) ใช้สำหรับบริหารจัดการการใช้ทรัพยากร และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมการทำงานขององค์กรหรือบริษัท เป็นมาตรฐานที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

  • มาตรฐาน ISO 45001 : 2018 คือ มาตรฐานการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความ ปลอดภัย (Occupational Health and Safety Management System) ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการทำงานและการก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อให้สถานที่ทำงานเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับสุขภาพที่ดีของพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง

  • ISO 50001 คือ ระบบการจัดการพลังงาน ช่วยให้องค์กรประหยัดพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดค่าใช้จ่ายและตอบสนองความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม

  • ISO 22301 คือ การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักในการทำธุรกิจ

มาตรฐาน ISO สำหรับระบบการบริหารจัดการเฉพาะเจาะจงผลิตภัณฑ์

เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขอการรับรองได้ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น


  • ISO 22000 : 2018 คือ ข้อกําหนดของระบบการบริหารงานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food safety management systems – Requirements for any organization in the food chain) เป็นข้อกําหนดเฉพาะสําหรับระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารในห่วงโซ่อาหาร องค์กรที่สามารถขอการรับรองได้จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องด้านอาหาร หรือบรรจุภัณฑ์ด้านอาหารโดยเฉพาะเท่านั้น

  • ISO 13485 : 2016 คือ เครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ผลิต และ การขายเครื่องมือทางการแพทย์ ข้อกำหนดของระบบนี้มีการนำไปใช้ในระดับนานาชาติ เช่น ยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย โดย ISO 13485 ได้ยึดตามกระบวนการของ ISO 9001:2008 และมาตรฐานของระบบบริหารที่พัฒนาขึ้นสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์

  • ISO 29001 คือ มาตรฐานการพัฒนาระบบคุณภาพอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเคมี และ ก๊าซธรรมชาติ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารอันตรายและก๊าซ ซึ่งต้องผ่านการทำงานในกระบวนการที่มีความหลากหลายสูง จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากร ทั้งในส่วนของพนักงานและชุมชนโดยรอบ รวมไปถึงการปกป้องดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ องค์ประกอบที่สำคัญจึงเป็นการสร้างความมั่นใจและความถูกต้องให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้ และการสร้างระบบการบริหารคุณภาพที่ดี

มาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ หรือมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ

มาตรฐานประเภทนี้เป็นวิธีการทดสอบคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ คล้าย มอก. เช่น

  • ISO 3888 คือ ขั้นตอนการทดสอบการรองรับเปลี่ยนเลน : เปลี่ยนเลน 2 ครั้ง เป็นการทดสอบสมรรถภาพของรถยนต์โดยสารว่ามีความปลอดภัยในการเปลี่ยนเลนกะทันหันขนาดไหน

  • SO 13934 – 1 คือ การทดสอบแรงดึงของผืนผ้า เป็นการทดสอบความยืดหยุ่นของผ้า ว่ามีความยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหก่อนที่ผ้าจะขาด

มาตรฐานกำหนดคุณภาพของผลิตภัณฑ์

เป็นมาตรฐานที่กำหนดคุณภาพและลักษณะเฉพาะเจาะจงในบางงาน หรือบางผลิตภัณฑ์ เช่น


  • ISO15189 : 2003 ซึ่งคือ มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์

มาตรฐาน ISO ในการผลิตโลหะ

มีมาตรฐาน ISO หลายฉบับที่ได้รับการยอมรับและนำไปใช้เพื่อควบคุมและพัฒนาคุณภาพการผลิต เช่น

  • ISO 9001 : ระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management System) ISO มาตรฐานนี้มุ่งเน้นให้ทุกองค์กรสามารถจัดตั้งระบบบริหารคุณภาพที่ยั่งยืน มีการวางแผน ปฏิบัติ ตรวจสอบ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตมีคุณภาพตรงตามข้อกำหนดและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
  • ISO 14001 : ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System) มาตรฐานที่เหมาะสำหรับโรงงานที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตโลหะ เช่น การปล่อยของเสีย มลพิษ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ISO 45001 : ระบบบริหารอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการทำงาน โดยมุ่งเน้นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงานในโรงงานผลิต
  • ISO 3834 : ข้อกำหนดคุณภาพสำหรับกระบวนการเชื่อมโลหะ (Quality Requirementsfor Welding) เป็นมาตรฐานเฉพาะด้านการเชื่อมซึ่งเป็นกระบวนการหลักในงานผลิตโลหะ เช่น ชิ้นส่วนโครงสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรกล
Picture of Takugen

Takugen

หาง่าย ส่งไว ได้ของครบ จบในที่เดียว!
LINE: @takugen | TEL: 094-646-4253

Scroll to Top

LINE: @takugen

TEL: 094-646 4253 , 082-497-3688

EMAIL: sales.takugen@gmail.com